WHY
100+
Tech Staffs
15+
Years of Experience
99+
Successful Enterprise Projects

ที่เดียวจบ ครบทุก SOLUTION

Mobile Application

Mobile Application

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา Mobile Application ที่สร้างสรรค์ทุกการออกแบบ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด และผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของธุรกิจคุณ
More Mobile Application   
Interactive Media

Interactive Media

สร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านสื่อแบบใหม่ที่เหนือกว่า เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของคุณให้ก้าวไปสู่ยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ และสร้างความประทับใจให้กับลูกค้ามากที่สุด
More Interactive Media   
Software Development

Software Development

ไม่ใช่แค่สร้างสรรค์ซอฟต์แวร์ที่ใช่สำหรับคุณ แต่สามารถนำไปใช้พัฒนาธุรกิจคุณได้จริง ด้วยทีมพัฒนาซอฟต์แวร์มืออาชีพ ที่ให้คุณได้มากกว่าสิ่งที่คุณคาดหวังไว้เสมอ
More Software Development   
Web Development

Web Development

บริการพัฒนาเว็บไซต์อย่างครบวงจร ตั้งแต่วางแผนกลยุทธ์ ออกแบบ ติดตั้งเว็บไซต์ และการตลาดออนไลน์ เพื่อให้ธุรกิจคุณพร้อมเข้าสู่ยุคดิจิตอลอย่างสมบูรณ์
More Web Development   

บทความที่น่าสนใจจาก

Influencer Marketing เทรนด์การตลาดออนไลน์ ที่ต้องจับตามองให้ดี
March 2, 2018

ในยุคที่สื่อออนไลน์กำลังเป็นที่นิยมแบบนี้ ทำให้เหล่านักการตลาดต่างต้องปรับกลยุทธ์ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจากสื่อออนไลน์ สื่อที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายและมากที่สุด โดยหนึ่งในเครื่องมือที่น่าสนใจและนักการตลาดต้องไม่พลาดคือ การใช้ Influencer Marketing ในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นการตลาดที่มีอิทธิพลในการจูงใจ สามารถสร้างกระแสให้พูดถึงในวงกว้างของตัวผลิตภัณฑ์, แบรนด์ได้ในระยะเวลาไม่นาน

แต่! ต้องบอกก่อนว่า Influencer Marketing ในไทยเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีความหลากหลาย หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Net idol ,Celebrity หรือ Blogger กันมาบ้าง โดยคำเหล่านี้หมายถึง กลุ่มคนที่มีอิทธิพล (Influencer)ในการชักจูงกลุ่ม (ลูกค้า) เป้าหมาย หรือกลุ่มที่ติดตามพวกเขาให้เกิดความสนใจในตัวผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ได้ทันที ในรูปแบบของการบอกต่อหรือการรีวิว (Review) ซึ่ง Influencer สามารถแบ่งออกเป็น

  • Macro-Influencer
  • Micro-Influencer

โดยใช้เกณฑ์การแบ่งกลุ่มจากจำนวนผู้ที่ติดตาม Influencer คนนั้นๆ สำหรับ Macro-Influencer และ Micro-Influencer ถึงจะมีความแตกต่างกันตรงที่จำนวนยอดคนที่ติดตามหรือความสามารถในการสร้างอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมาย แต่จุดเชื่อมโยงที่เหมือนกันคือ การทำให้เกิดการพูดถึง หรือสร้างประเด็นต่างๆ ให้ถูกพูดถึงหรืออยู่ในกระแสสนทนาของสังคมได้ ในปัจจุบันนักการตลาดจะนิยมใช้กลุ่ม Micro-Influencer ในการทำโฆษณามากกว่าจากงบที่ใช้น้อยกว่า แต่ได้ความเป็น Niche Market เพราะคนที่ติดตามถึงจะมีจำนวนน้อย แต่กลุ่มคนเหล่านั้นจะมีความชอบที่เจาะจงมากกว่าฝั่ง Macro ซึ่งนั่นทำให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าในเรื่องของแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ได้ตรงประเด็นมากกว่า

เลือก Influencer อย่างไร? ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย?

ปัจจุบันมีบุคคลที่เป็น Influencer เกิดขึ้นในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จากสื่อออนไลน์อย่าง Facebook ,Instagram หรือ Twistter แต่ไม่ว่าจะมาช่องทางไหน ถ้ามียอดผู้ติดตามตามตั้งแต่ 500-10,000 คนขึ้นไป ก็สามารถเริ่มต้นเป็น Micro Influencer ได้แล้ว  

ดังนั้นตัวแบรนด์เองก็ต้องทำการบ้านก่อนที่จะเลือกจ้าง Influencer มาทำการตลาด (ในที่นี้ขอยกตัวอย่างในรูปแบบของ Facebook Page) เช่น สมมุติว่าเราจะนำเสนอโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบิน และอยากที่จะมองหาเพจที่ทำเกี่ยวกับท่องเที่ยว แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกแบบไหนดี? จะเป็นเที่ยวแบบประหยัด หรือเป็นเที่ยวแบบลุยๆ เที่ยวคู่รัก เที่ยวแบบใช้งบในการเที่ยวแบบเต็มที่ ตัวแบรนด์เองต้องคิดให้ดี จะได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับสารที่สื่อออกไป

มาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายๆ แบรนด์ที่ต้องการหาพื้นที่โฆษณาให้กับสินค้า หรือโปรโมชั่นของตัวเอง เพื่อให้เกิดการกระจายออกไปในวงกว้าง ก็ต้องมองกลุ่มเป้าหมายให้เข้าใจจริงๆ ด้วย ซึ่งการใช้  Influencer ที่มีชื่อเสียง ก็เป็นอีกวิธีที่อยู่ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน และมีหลายแบรนด์เลือกใช้จนสามารถสร้างแบรนด์ได้โด่งดัง อย่างไรแล้วก็อยากให้ลองศึกษาเพิ่มเติมดูอีกครั้ง เพราะแน่นอนว่าวิธีนี้ก็มีทั้งผลเสียและผลดีต่อแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ของเราด้วยเช่นกัน

 

ทีมงาน ClickNext

Omni Channel Marketing กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่น่าลอง
March 2, 2018

ปัจจุบันธุรกิจร้านค้า เริ่มต้องปรับตัวสู้กับการเปลี่ยนแปลงด้านธุรกิจที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งเมื่อก่อนหากเราอยากมีธุรกิจร้านค้าสักร้าน ก็สามารถเปิดหน้าร้านขายได้ทันที แต่จากการมาของเทคโนโลยี ที่เริ่มมีบทบาทในชีวิตประจำวันของแต่ละคนมากขึ้น ทำให้ธุรกิจร้านค้าได้รับผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งถ้าหากสามารถปรับตัว และประยุกต์ใช้ข้อดีของเทคโนโลยีให้เข้ากับรูปแบบการทำธุรกิจร้านค้าได้อย่างถูกจุด ธุรกิจของเราก็สามารถก้าวไปต่อได้ รวมถึงยังสามารถเติบโตทางธุรกิจแบบก้าวกระโดดได้เลยทีเดียว

นอกจากเรื่องการใช้เทคโนโลยีให้ตรงจุดแล้ว “กลยุทธ์การทำการตลาด” ก็เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กัน และยิ่งปัจจุบันภาพรวมของเศรษฐกิจโลกกำลังเกิดการชะลอตัว พฤติกรรมของผู้บริโภค จึงมีความซับซ้อนในการใช้จ่ายมากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการ นักธุรกิจ หรือเจ้าของกิจการต่างๆ ต้องปรับตัว และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้แม่นยำและตรงกลุ่มมากขึ้น

“Omni Channel Marketing” จึงเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าจะตอบโจทย์ที่สุด เพราะเป็นการทำธุรกิจที่สามารถผสานด้านเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางการตลาดเข้าด้วยกัน ผ่านรูปแบบการดำเนินการแบบเชื่อมโยง ที่เราสามารถนำช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคทั้งหมดที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางออฟไลน์ (Offline) หรือออนไลน์ (Online) มารวมเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจให้มากขึ้น

หลายคนอาจไม่เคยได้ยิน “Omni Channel” กันมาก่อน แต่กลยุทธ์นี้ถูกนำมาใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ในต่างประเทศ เพื่อเป้าหมายในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ตรง เร็ว และมัดใจได้ในทันที จนทำให้ธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด สำหรับตัวอย่างการทำธุรกิจแบบ Omni Channel Marketing ที่เห็นได้ชัดจากองค์กรใหญ่ระดับโลกคือ Amazon Go ธุรกิจช้อปปิ้งของ Amazon ที่ยกระดับการช้อปสินค้าของผู้บริโภคให้สนุกขึ้นจากเดิม ด้วยรูปแบบการทำการตลาด ที่ผสานออนไลน์กับออฟไลน์เข้าด้วยกัน ทำให้การซื้อสินค้าของลูกค้าสามารถเลือกซื้อจากที่ไหนและเมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแค่มีอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ และเมื่อเลือกซื้อผ่านออนไลน์แล้ว ก็สามารถเดินเข้าไปรับสินค้าที่หน้าร้าน (Offline) ได้เองด้วย รวมทั้งยังทำการปรับระบบชำระเงินของหน้าร้านให้รองรับการชำระค่าสินค้า ผ่านออนไลน์ในรูปแบบแอปพลิเคชั่นได้ทันที เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มลูกค้าออนไลน์และออฟไลน์ของตัวเองเข้าด้วยกัน

หรือแบรนด์เครื่องสำอางอย่าง 4U2 Thailand ที่นอกจากจะจำหน่ายสินค้าผ่านทางหน้าร้านโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) แล้ว ยังเลือกขยายกลุ่มลูกค้ามายังออนไลน์ ด้วยการสร้าง Facebook Fanpage และเว็บไซต์ พร้อมทั้งเลือกใช้กลยุทธ์ Omni Channel Marketing ในการเชื่อมโยงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน เมื่อลูกค้าสนใจสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ ก็สามารถเลือกซื้อสินค้าและสอบถามได้ โดยมีแอดมินหรือเจ้าหน้าที่คอยตอบปัญหาเกี่ยวกับสินค้า พร้อมทั้งยังเชิญชวนให้ลูกค้า เข้ามาทดลองใช้สินค้าจริงผ่านทางหน้าร้านได้อีกช่องทางนึง ซึ่งตรงนี้สามารถสร้างประสบการณ์ดีๆ เพิ่มเติมให้แก่ลูกค้าได้อีกด้วย

มาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะพอเห็นภาพแล้วว่า กลยุทธ์การทำการตลาดแบบ Omni Channel Marketing นั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจร้านค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แต่การจะเชื่องโยงช่องทางทั้งหลายที่มีอยู่เข้าด้วยกัน อาจต้องอาศัยความเข้าใจในช่องทางนั้นๆ ให้แน่ชัดพอสมควร เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของเราได้อย่างลงตัว เพราะถ้าทำได้สำเร็จ ธุรกิจคุณก็จะสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด รวมทั้งยังมีกลุ่มลูกค้า Royality เกิดขึ้นจากความชื่นชอบ และประสบการณ์การใช้บริการที่ดีนั้นเอง

 

ทีมงาน ClickNext

PANTONE OF THE YEAR 2018 มีดีมากกว่าแค่สี
February 28, 2018

ถ้ากล่าวถึง Pantone เชื่อว่านักออกแบบหลายคนน่าจะนึกถึงแผ่นกระดาษ PMS ที่เอาไว้สำหรับเทียบสีงานออกแบบโดยไม่ต้องกังวลว่าผลงานที่ออกมา จะได้สีไม่ตรงกับความต้องการ เนื่องจากมีรหัสสีของPantone เป็นตัวกำหนดมาตรฐานสีที่หลายๆที่ใช้อยู่ ซึ่งเป็นบริษัท Pantone เป็นตัวกำหนดมาตรฐานโทนสีต่างๆ หรือที่เรียกว่า Pantone Matching System ที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วโลก

อย่างที่หลายคนคงทราบกันดีว่า ในแต่ละปี ทาง Pantone จะทำการคัดเลือกและประกาศโทนสีแห่งปี หรือ Color of the Year ในทุกๆ ปี อย่างเช่นปีที่แล้ว Pantone ได้เลือกสี Greenery เป็นสีแห่งปี 2017 แต่มาในปีนี้ สีม่วง “Ultra Violet” หรือโทนสีรหัส PANTONE 18–3838 TCX ซึ่งเป็นสีม่วงแกมน้ำเงิน กลายมาเป็นสีประจำปี 2018 ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเป็นสีที่น่าสนใจสำหรับนักออกแบบไม่น้อยเลยทีเดียว

แล้วเราจะนำโทนสีของ Pantone นี้มาใช้กับธุรกิจเราได้อย่างไร ?

ในปัจจุบันสี Pantone ถูกนำมาใช้ในธุรกิจหลายอย่าง เพื่อเป้าหมาย ในการดึงจุดเด่นของสินค้าด้วยเอกลักษณ์ของสี (Pantone) ซึ่งทำได้อย่างน่าเหลือเชื่อเลยทีเดียว เพราะ โทนสี Pantone สามารถสร้างอิทธิพลต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้ใช้ ทำให้มีอารมณ์ร่วมหรือเข้าถึงรูปแบบของตัวสินค้าและผลิตภัณฑ์ได้ดียิ่งขึ้น เช่น หัวเว่ย ( Huawei Consumer Business Group ) บริษัทชั้นนำด้าน IT ได้นำสี Pantone ประจำปี 2017 มาปรับใช้กับสมาร์ทโฟนของบริษัทรุ่น Huawei P9 และ Huawei P9 Plus ด้วยการนำสี Pantone สีเขียว Greenery มาใช้ในการออกแบบ เพื่อให้ลูกค้า รู้สึกและเข้าถึง ความเป็นผู้นำด้านการออกแบบสมาร์ทโฟนของบริษัท จนทำให้ได้รับผลตอบรับที่ดี หรือจะเป็นแบรนด์เครื่องสำอางชื่อดังอย่าง Dior, NYX, Bobbi Brown ที่ได้ทำการออกแบบสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ด้วยสี Ultra Violet สี of the year ปี 2018 ออกมา เพื่อเอาใจกลุ่มเป้าหมายหลักอย่างเหล่า เซเลป บิวตี้บล็อกเกอร์ หรือสาวๆ ที่ตามเทรนด์อยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าใช้ประโยชน์จากสีได้อย่างถูกจุดจริงๆ

ไม่เพียงแค่ธุรกิจเกี่ยวกับความสวยความงามเท่านั้น ธุรกิจอื่นๆ ก็สามารถนำโทนสี Pantone มาปรับใช้ในการออกแบบเว็บไซต์ของตนเอง เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า แบรนด์ของเราได้มีการพัฒนา และตามเทรนด์อยู่ตลอด อีกทั้งยังช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ในด้านงานออกแบบ ให้ดูตามเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมออีกด้วย

จำเป็นต้องใช้สี Pantone ไหม? ไม่ใช้ได้หรือไม

จากบทสัมภาษณ์ของบริษัท Pantone ได้เผยว่า ทางบริษัทได้ทำการกำหนดสีแห่งปี ขึ้นมาในแต่ละปีนั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะสื่อให้แต่ละธุรกิจจำเป็นต้องทำการปรับเปลี่ยนงานออกแบบของตนเองในแต่ละงาน ให้เป็นไปตามสีที่ทาง Pantone กำหนดแต่อย่างใด แต่มีความตั้งใจ ที่จะนำเสนอความหมายของสีให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละปีเท่านั้น และยังช่วยให้นักออกแบบ เห็นความสำคัญของสีในแต่ละสีที่อยู่ในแต่ละผลงานด้วย

ซึ่งในปีนี้ Pantone ได้มองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น จึงเลือกให้ Color of The Year 2018 คือ สี Ultra Violet หรือสีม่วงอมน้ำเงิน ที่แสดงออกถึงความสุขุมนุ่มลึก ความลึกลับ แต่ยังคงความเป็นตัวตน ที่ไม่เหมือนใคร สีม่วงอมน้ำเงินไม่ได้เป็นสีโทนเดียว แต่ด้วยลูกเล่นของสีทำให้ดูมีความซับซ้อนแฝงไปด้วยความน่าค้นหา มีจินตนาสูง Pantone ได้เล็งเห็นสิ่งที่แสดงถึงภาพรวมที่จะเกิดในปีนี้ จึงได้มองเห็นว่า สี Ultra Violet เหมาะที่จะเป็นสีประจำปี 2018

แม้บริษัท Pantone จะไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการออกมาประกาศตั้งสีประจำปีในแต่ละปีี แต่เชื่อว่าจะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำเรื่องสีของบริษัทได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ใช่เพียงแต่สื่อสารให้กับคนทั่วไปด้วยสีเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงความหมายสำคัญที่มีอยู่ในแต่ละสีอีกด้วยนั้นเอง

 

ทีมงาน ClickNext