ฤา Software กำลังจะครองโลก? ส่องการเปลี่ยนแปลงสำคัญของซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนโลก และธุรกิจ พร้อมความน่าจะเป็นในอนาคต!

September 13, 2018

หากย้อนเวลากลับไปสัก 10-15 ปีก่อนหน้านี้ คำว่า Software คงไม่เป็นที่คุ้นหูของผู้คนส่วนใหญ่เท่าไหร่นัก เพราะคำว่าซอฟต์แวร์จะสื่อถึงภาพของโปรแกรมที่รันอยู่บนอุปกรณ์ หรือฮาร์ดแวร์ต่างๆ อีกต่อหนึ่ง แต่หลังจากช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาจนถึง ณ ตอนนี้ ซอฟต์แวร์พัฒนาไปมากกว่านั้นเยอะ และกำลังกลืนกินพวกฮาร์ดแวร์ต่างๆ ไปทีละน้อยด้วย

การเปลี่ยนแปลงทางด้านซอฟต์แวร์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเข้ามาของ “เทคโนโลยีเสมือนจริง” หรือ Virtualization ที่ค่อยๆ เข้ามาแทนที่การทำงานของ Hardware ทีละเล็กละน้อย โดยบริษัทจำนวนไม่น้อยที่ทำการควบรวมเซิร์ฟเวอร์หลายๆ แห่งเข้าด้วยกัน แล้วใช้งานบน Virtual Server แทน เพื่อลดการใช้ฮาร์ดแวร์ลง และเป็นการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มกำไรให้สูงขึ้นด้วย ซึ่งการทำเช่นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายต่างๆ ที่จะมีลูกค้าสั่งผลิต หรือความต้องการซื้อลดลง แต่จะส่งผลดีต่อผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีผู้ใช้บริการมากขึ้น และคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้ซื้อนั่นเอง

การใช้งาน Software แทนที่ Hardware ไม่เพียงแต่ประหยัดต้นทุนได้อย่างเดียว แต่ว่า Software ยังทลายข้อจำกัดด้านการทำงานบางอย่างที่เป็นปัญหาบน Hardware โดยตรงด้วย อย่างเช่นปัญหาด้านเวลาในการทำงาน หรือการประมวลผล เพราะ Software ที่ถูกสร้างให้เป็น Virtual Hardware จะทำงานผ่านทาง APIs ซึ่งมีความรวดเร็วในการประมวลผลที่มากกว่า ส่งผลให้สิ่งที่เคยใช้เวลาประมวลผลบน Hardware เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน อาจทำเสร็จได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่นาที หรือไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นบน Virtual Server หรือ Virtual Network

นอกจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบซอฟต์แวร์ที่พัฒนาไปถึงขั้นประมวลผลภายในตัวเองได้แล้ว อีกไม่นานซอฟต์แวร์ที่ถูกสร้างให้เป็น Virtual Infrastructure จะขยับเข้าไปถึงการ set up ให้ใช้งานเป็น Storage หรือระบบ Network ได้เลยทีเดียว ซึ่งในจุดนี้เจ้าของธุรกิจเองก็ควรจะต้องศึกษา และพร้อมปรับตัวให้ก้าวนำหน้าคู่แข่ง ก่อนที่คู่แข่งจะแซงเราไปก่อนด้วย

 

DevOps และ Software-Defined Infrastructure

ก่อนหน้านี้ เหล่า Dev และเจ้าหน้าที่ IT มักทำงานร่วมกันค่อนข้างลำบาก ด้วยภาระหน้าที่ที่เหมือนมาจับผิดกันและกัน โดยเจ้าหน้าที่ดูแลระบบ (Systems Administrators) จะมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของระบบให้ทำงานอย่างเสถียร, ลื่นไหล และต่อเนื่องราบรื่นมากที่สุด ขณะที่ฝั่ง Dev จะมีหน้าที่เขียนโค้ดสร้างฟังก์ชันการทำงานใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งถ้าหากฝั่ง Admin เจอข้อผิดพลาดของระบบ ก็มักจะโยนไปทางฝั่ง Dev ว่า เขียนโค้ดมาก็มีบั๊กให้เราต้องมาตามแก้ ทำให้เราทำงานยุ่งยาก ส่วนฝั่ง Dev ก็มองว่า พวก Admin ที่มาจับผิดบั๊กจับผิดข้อผิดพลาดต่างๆ นานา โดยที่ไม่เข้าใจขั้นตอนการทดสอบระบบ ก็ทำให้ Dev ทำงานยากเช่นกัน

แต่ลองจินตนาการภาพว่า โครงสร้างพื้นฐานด้าน IT เหล่านั้นถูกออกแบบมาให้อยู่ในรูปแบบของ Software ทั้งระบบ การดูแลรักษาจะง่ายขึ้นมาก ให้ลองมองว่า Software ที่รันอยู่นั้นเป็นแอปพลิเคชันตัวหนึ่ง ถ้าหากมีปัญหา หรือมีข้อผิดพลาดก็ออกอัปเดตแก้ไข หรือออก Security Patch มาแก้ไขก็ได้ ซึ่งจะลดขั้นตอนการทำงาน และการดูแลลงไปได้ค่อนข้างมาก เพราะถ้าหากสมมติ สิ่งที่เสียหายเป็น Hardware ก็อาจจะต้องหยุดการทำงานของอุปกรณ์นั้นๆ เพื่อเปลี่ยน Hardware ตัวใหม่ หรือต้องแกะ ต้องถอดออกมาเปลี่ยนกันใหม่อีก ซึ่งน่าจะกินเวลามากกว่าเยอะทีเดียว

 

Software-Defined Infrastructure จะเป็นตัวแปรสำคัญของการทำธุรกิจในอนาคต!

จากที่กล่าวในหัวข้อก่อนหน้านี้ไปว่า บริษัทที่ใช้ Software-Defined Infrastructure จะส่งผลให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างลื่นไหล เพราะมุมมองที่ต่อปัจจัยพื้นฐานด้าน IT ทั้งหมด มันไม่ถูกจำกัดว่าเป็นแค่อุปกรณ์ Hardware ที่เกี่ยวเนื่องกับ Storage หรือ Network อะไรเยอะแยะมากมาย แต่มันถูกนิยามใหม่ให้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่อยู่ในรูปแบบของ Software หรือมองง่ายๆ ก็เป็นเพียงแอปพลิเคชันตัวหนึ่งเท่านั้น หากมีปัญหาก็ออก Patch หรือตัวอัปเดตมาแก้ไขเท่านั้น ไม่ได้ต้องเปลี่ยนอะไรวุ่นวายเหมือนอย่าง Hardware ซึ่งการใช้ Software-Defined Infrastructure ในธุรกิจ ณ ปัจจุบันนี้ นับว่ามีส่วนช่วยให้ธุรกิจขยับไปได้ไกลขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม การจะสร้าง Software กลางเพื่อมาดำเนินธุรกิจให้ได้อย่างครบถ้วนจะต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก และใช้งบประมาณสูง แต่ถ้าหากธุรกิจไหนเริ่มปรับเปลี่ยนมาใช้โครงสร้างปัจจัยพื้นฐานเช่นนี้ ก็จะสามารถลดต้นทุนค่าอุปกรณ์ไปได้หลายอย่าง และจะทำให้ได้ประโยชน์มากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีกลุ่มธุรกิจหลายรายทยอยปรับมาใช้งาน Software-Defined Infrastructure กันมากขึ้นแล้ว และไม่แน่ว่าในอนาคต Software อาจจะเข้ามาเป็นระบบการทำงานพื้นฐานกับทุกๆ บริษัท และเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีก็เป็นได้

 

ที่มา : infoq