Blogs

Marketing

บทความการตลาด
Influencer Marketing เทรนด์การตลาดออนไลน์ ที่ต้องจับตามองให้ดี
March 2, 2018

ในยุคที่สื่อออนไลน์กำลังเป็นที่นิยมแบบนี้ ทำให้เหล่านักการตลาดต่างต้องปรับกลยุทธ์ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจากสื่อออนไลน์ สื่อที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายและมากที่สุด โดยหนึ่งในเครื่องมือที่น่าสนใจและนักการตลาดต้องไม่พลาดคือ การใช้ Influencer Marketing ในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นการตลาดที่มีอิทธิพลในการจูงใจ สามารถสร้างกระแสให้พูดถึงในวงกว้างของตัวผลิตภัณฑ์, แบรนด์ได้ในระยะเวลาไม่นาน

แต่! ต้องบอกก่อนว่า Influencer Marketing ในไทยเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีความหลากหลาย หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Net idol ,Celebrity หรือ Blogger กันมาบ้าง โดยคำเหล่านี้หมายถึง กลุ่มคนที่มีอิทธิพล (Influencer)ในการชักจูงกลุ่ม (ลูกค้า) เป้าหมาย หรือกลุ่มที่ติดตามพวกเขาให้เกิดความสนใจในตัวผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ได้ทันที ในรูปแบบของการบอกต่อหรือการรีวิว (Review) ซึ่ง Influencer สามารถแบ่งออกเป็น

  • Macro-Influencer
  • Micro-Influencer

โดยใช้เกณฑ์การแบ่งกลุ่มจากจำนวนผู้ที่ติดตาม Influencer คนนั้นๆ สำหรับ Macro-Influencer และ Micro-Influencer ถึงจะมีความแตกต่างกันตรงที่จำนวนยอดคนที่ติดตามหรือความสามารถในการสร้างอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมาย แต่จุดเชื่อมโยงที่เหมือนกันคือ การทำให้เกิดการพูดถึง หรือสร้างประเด็นต่างๆ ให้ถูกพูดถึงหรืออยู่ในกระแสสนทนาของสังคมได้ ในปัจจุบันนักการตลาดจะนิยมใช้กลุ่ม Micro-Influencer ในการทำโฆษณามากกว่าจากงบที่ใช้น้อยกว่า แต่ได้ความเป็น Niche Market เพราะคนที่ติดตามถึงจะมีจำนวนน้อย แต่กลุ่มคนเหล่านั้นจะมีความชอบที่เจาะจงมากกว่าฝั่ง Macro ซึ่งนั่นทำให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าในเรื่องของแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ได้ตรงประเด็นมากกว่า

เลือก Influencer อย่างไร? ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย?

ปัจจุบันมีบุคคลที่เป็น Influencer เกิดขึ้นในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จากสื่อออนไลน์อย่าง Facebook ,Instagram หรือ Twistter แต่ไม่ว่าจะมาช่องทางไหน ถ้ามียอดผู้ติดตามตามตั้งแต่ 500-10,000 คนขึ้นไป ก็สามารถเริ่มต้นเป็น Micro Influencer ได้แล้ว  

ดังนั้นตัวแบรนด์เองก็ต้องทำการบ้านก่อนที่จะเลือกจ้าง Influencer มาทำการตลาด (ในที่นี้ขอยกตัวอย่างในรูปแบบของ Facebook Page) เช่น สมมุติว่าเราจะนำเสนอโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบิน และอยากที่จะมองหาเพจที่ทำเกี่ยวกับท่องเที่ยว แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกแบบไหนดี? จะเป็นเที่ยวแบบประหยัด หรือเป็นเที่ยวแบบลุยๆ เที่ยวคู่รัก เที่ยวแบบใช้งบในการเที่ยวแบบเต็มที่ ตัวแบรนด์เองต้องคิดให้ดี จะได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับสารที่สื่อออกไป

มาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายๆ แบรนด์ที่ต้องการหาพื้นที่โฆษณาให้กับสินค้า หรือโปรโมชั่นของตัวเอง เพื่อให้เกิดการกระจายออกไปในวงกว้าง ก็ต้องมองกลุ่มเป้าหมายให้เข้าใจจริงๆ ด้วย ซึ่งการใช้  Influencer ที่มีชื่อเสียง ก็เป็นอีกวิธีที่อยู่ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน และมีหลายแบรนด์เลือกใช้จนสามารถสร้างแบรนด์ได้โด่งดัง อย่างไรแล้วก็อยากให้ลองศึกษาเพิ่มเติมดูอีกครั้ง เพราะแน่นอนว่าวิธีนี้ก็มีทั้งผลเสียและผลดีต่อแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ของเราด้วยเช่นกัน

 

ทีมงาน ClickNext

Omni Channel Marketing กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่น่าลอง
March 2, 2018

ปัจจุบันธุรกิจร้านค้า เริ่มต้องปรับตัวสู้กับการเปลี่ยนแปลงด้านธุรกิจที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งเมื่อก่อนหากเราอยากมีธุรกิจร้านค้าสักร้าน ก็สามารถเปิดหน้าร้านขายได้ทันที แต่จากการมาของเทคโนโลยี ที่เริ่มมีบทบาทในชีวิตประจำวันของแต่ละคนมากขึ้น ทำให้ธุรกิจร้านค้าได้รับผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งถ้าหากสามารถปรับตัว และประยุกต์ใช้ข้อดีของเทคโนโลยีให้เข้ากับรูปแบบการทำธุรกิจร้านค้าได้อย่างถูกจุด ธุรกิจของเราก็สามารถก้าวไปต่อได้ รวมถึงยังสามารถเติบโตทางธุรกิจแบบก้าวกระโดดได้เลยทีเดียว

นอกจากเรื่องการใช้เทคโนโลยีให้ตรงจุดแล้ว “กลยุทธ์การทำการตลาด” ก็เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กัน และยิ่งปัจจุบันภาพรวมของเศรษฐกิจโลกกำลังเกิดการชะลอตัว พฤติกรรมของผู้บริโภค จึงมีความซับซ้อนในการใช้จ่ายมากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการ นักธุรกิจ หรือเจ้าของกิจการต่างๆ ต้องปรับตัว และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้แม่นยำและตรงกลุ่มมากขึ้น

“Omni Channel Marketing” จึงเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าจะตอบโจทย์ที่สุด เพราะเป็นการทำธุรกิจที่สามารถผสานด้านเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางการตลาดเข้าด้วยกัน ผ่านรูปแบบการดำเนินการแบบเชื่อมโยง ที่เราสามารถนำช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคทั้งหมดที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางออฟไลน์ (Offline) หรือออนไลน์ (Online) มารวมเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจให้มากขึ้น

หลายคนอาจไม่เคยได้ยิน “Omni Channel” กันมาก่อน แต่กลยุทธ์นี้ถูกนำมาใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ในต่างประเทศ เพื่อเป้าหมายในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ตรง เร็ว และมัดใจได้ในทันที จนทำให้ธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด สำหรับตัวอย่างการทำธุรกิจแบบ Omni Channel Marketing ที่เห็นได้ชัดจากองค์กรใหญ่ระดับโลกคือ Amazon Go ธุรกิจช้อปปิ้งของ Amazon ที่ยกระดับการช้อปสินค้าของผู้บริโภคให้สนุกขึ้นจากเดิม ด้วยรูปแบบการทำการตลาด ที่ผสานออนไลน์กับออฟไลน์เข้าด้วยกัน ทำให้การซื้อสินค้าของลูกค้าสามารถเลือกซื้อจากที่ไหนและเมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแค่มีอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ และเมื่อเลือกซื้อผ่านออนไลน์แล้ว ก็สามารถเดินเข้าไปรับสินค้าที่หน้าร้าน (Offline) ได้เองด้วย รวมทั้งยังทำการปรับระบบชำระเงินของหน้าร้านให้รองรับการชำระค่าสินค้า ผ่านออนไลน์ในรูปแบบแอปพลิเคชั่นได้ทันที เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มลูกค้าออนไลน์และออฟไลน์ของตัวเองเข้าด้วยกัน

หรือแบรนด์เครื่องสำอางอย่าง 4U2 Thailand ที่นอกจากจะจำหน่ายสินค้าผ่านทางหน้าร้านโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) แล้ว ยังเลือกขยายกลุ่มลูกค้ามายังออนไลน์ ด้วยการสร้าง Facebook Fanpage และเว็บไซต์ พร้อมทั้งเลือกใช้กลยุทธ์ Omni Channel Marketing ในการเชื่อมโยงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน เมื่อลูกค้าสนใจสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ ก็สามารถเลือกซื้อสินค้าและสอบถามได้ โดยมีแอดมินหรือเจ้าหน้าที่คอยตอบปัญหาเกี่ยวกับสินค้า พร้อมทั้งยังเชิญชวนให้ลูกค้า เข้ามาทดลองใช้สินค้าจริงผ่านทางหน้าร้านได้อีกช่องทางนึง ซึ่งตรงนี้สามารถสร้างประสบการณ์ดีๆ เพิ่มเติมให้แก่ลูกค้าได้อีกด้วย

มาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะพอเห็นภาพแล้วว่า กลยุทธ์การทำการตลาดแบบ Omni Channel Marketing นั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจร้านค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แต่การจะเชื่องโยงช่องทางทั้งหลายที่มีอยู่เข้าด้วยกัน อาจต้องอาศัยความเข้าใจในช่องทางนั้นๆ ให้แน่ชัดพอสมควร เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของเราได้อย่างลงตัว เพราะถ้าทำได้สำเร็จ ธุรกิจคุณก็จะสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด รวมทั้งยังมีกลุ่มลูกค้า Royality เกิดขึ้นจากความชื่นชอบ และประสบการณ์การใช้บริการที่ดีนั้นเอง

 

ทีมงาน ClickNext

PANTONE OF THE YEAR 2018 มีดีมากกว่าแค่สี
February 28, 2018

ถ้ากล่าวถึง Pantone เชื่อว่านักออกแบบหลายคนน่าจะนึกถึงแผ่นกระดาษ PMS ที่เอาไว้สำหรับเทียบสีงานออกแบบโดยไม่ต้องกังวลว่าผลงานที่ออกมา จะได้สีไม่ตรงกับความต้องการ เนื่องจากมีรหัสสีของPantone เป็นตัวกำหนดมาตรฐานสีที่หลายๆที่ใช้อยู่ ซึ่งเป็นบริษัท Pantone เป็นตัวกำหนดมาตรฐานโทนสีต่างๆ หรือที่เรียกว่า Pantone Matching System ที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วโลก

อย่างที่หลายคนคงทราบกันดีว่า ในแต่ละปี ทาง Pantone จะทำการคัดเลือกและประกาศโทนสีแห่งปี หรือ Color of the Year ในทุกๆ ปี อย่างเช่นปีที่แล้ว Pantone ได้เลือกสี Greenery เป็นสีแห่งปี 2017 แต่มาในปีนี้ สีม่วง “Ultra Violet” หรือโทนสีรหัส PANTONE 18–3838 TCX ซึ่งเป็นสีม่วงแกมน้ำเงิน กลายมาเป็นสีประจำปี 2018 ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเป็นสีที่น่าสนใจสำหรับนักออกแบบไม่น้อยเลยทีเดียว

แล้วเราจะนำโทนสีของ Pantone นี้มาใช้กับธุรกิจเราได้อย่างไร ?

ในปัจจุบันสี Pantone ถูกนำมาใช้ในธุรกิจหลายอย่าง เพื่อเป้าหมาย ในการดึงจุดเด่นของสินค้าด้วยเอกลักษณ์ของสี (Pantone) ซึ่งทำได้อย่างน่าเหลือเชื่อเลยทีเดียว เพราะ โทนสี Pantone สามารถสร้างอิทธิพลต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้ใช้ ทำให้มีอารมณ์ร่วมหรือเข้าถึงรูปแบบของตัวสินค้าและผลิตภัณฑ์ได้ดียิ่งขึ้น เช่น หัวเว่ย ( Huawei Consumer Business Group ) บริษัทชั้นนำด้าน IT ได้นำสี Pantone ประจำปี 2017 มาปรับใช้กับสมาร์ทโฟนของบริษัทรุ่น Huawei P9 และ Huawei P9 Plus ด้วยการนำสี Pantone สีเขียว Greenery มาใช้ในการออกแบบ เพื่อให้ลูกค้า รู้สึกและเข้าถึง ความเป็นผู้นำด้านการออกแบบสมาร์ทโฟนของบริษัท จนทำให้ได้รับผลตอบรับที่ดี หรือจะเป็นแบรนด์เครื่องสำอางชื่อดังอย่าง Dior, NYX, Bobbi Brown ที่ได้ทำการออกแบบสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ด้วยสี Ultra Violet สี of the year ปี 2018 ออกมา เพื่อเอาใจกลุ่มเป้าหมายหลักอย่างเหล่า เซเลป บิวตี้บล็อกเกอร์ หรือสาวๆ ที่ตามเทรนด์อยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าใช้ประโยชน์จากสีได้อย่างถูกจุดจริงๆ

ไม่เพียงแค่ธุรกิจเกี่ยวกับความสวยความงามเท่านั้น ธุรกิจอื่นๆ ก็สามารถนำโทนสี Pantone มาปรับใช้ในการออกแบบเว็บไซต์ของตนเอง เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า แบรนด์ของเราได้มีการพัฒนา และตามเทรนด์อยู่ตลอด อีกทั้งยังช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ในด้านงานออกแบบ ให้ดูตามเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมออีกด้วย

จำเป็นต้องใช้สี Pantone ไหม? ไม่ใช้ได้หรือไม

จากบทสัมภาษณ์ของบริษัท Pantone ได้เผยว่า ทางบริษัทได้ทำการกำหนดสีแห่งปี ขึ้นมาในแต่ละปีนั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะสื่อให้แต่ละธุรกิจจำเป็นต้องทำการปรับเปลี่ยนงานออกแบบของตนเองในแต่ละงาน ให้เป็นไปตามสีที่ทาง Pantone กำหนดแต่อย่างใด แต่มีความตั้งใจ ที่จะนำเสนอความหมายของสีให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละปีเท่านั้น และยังช่วยให้นักออกแบบ เห็นความสำคัญของสีในแต่ละสีที่อยู่ในแต่ละผลงานด้วย

ซึ่งในปีนี้ Pantone ได้มองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น จึงเลือกให้ Color of The Year 2018 คือ สี Ultra Violet หรือสีม่วงอมน้ำเงิน ที่แสดงออกถึงความสุขุมนุ่มลึก ความลึกลับ แต่ยังคงความเป็นตัวตน ที่ไม่เหมือนใคร สีม่วงอมน้ำเงินไม่ได้เป็นสีโทนเดียว แต่ด้วยลูกเล่นของสีทำให้ดูมีความซับซ้อนแฝงไปด้วยความน่าค้นหา มีจินตนาสูง Pantone ได้เล็งเห็นสิ่งที่แสดงถึงภาพรวมที่จะเกิดในปีนี้ จึงได้มองเห็นว่า สี Ultra Violet เหมาะที่จะเป็นสีประจำปี 2018

แม้บริษัท Pantone จะไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการออกมาประกาศตั้งสีประจำปีในแต่ละปีี แต่เชื่อว่าจะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำเรื่องสีของบริษัทได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ใช่เพียงแต่สื่อสารให้กับคนทั่วไปด้วยสีเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงความหมายสำคัญที่มีอยู่ในแต่ละสีอีกด้วยนั้นเอง

 

ทีมงาน ClickNext

RANKBRAIN หายนะ ของ สายปั่น SEO
February 28, 2018

หนึ่งในเทรนด์ในปี 2018 คงหนีไม่พ้นเรื่อง Machine Learning หรือ AI ซึ่งทุกอย่างมาใกล้ตัวเรามาก รวมถึงในวงการ  SEO คนทำ SEO คงต้องเตรียมรับมือกับกระแส AI แล้ว AI มันเกี่ยวอะไรกับ SEO ล่ะ โดยทั่วไป คนทำ SEO ในปัจจุบันมักให้ความสำคัญกับ สองปัจจัยหลัก คือ เนื้อหาเว็บไซต์ และ BackLink  โดย BackLink เปรียบเสมือนกับการจัดความนิยมทำนองว่า เว็บไหนที่ มี BackLink เยอะ ถือว่าเป็นเว็บที่มีคุณภาพ  ที่สำคัญ BackLink ที่เข้ามา ต้องมาจากเว็บที่มีคุณภาพ ไม่ใช่มาจาก เว็บสายปั่น (เว็บที่คัดลอกบทความมา หรือทำ Spamเนื้อหาไว้)

แต่ในช่วงหลัง Google พยายามจะให้ความสำคัญ กับประสบการณ์ผู้ใช้งาน เพื่อให้ผลการค้นหามีประสิทธิภาพมากที่สุด เลยพัฒนา RankBrain ซึ่งเป็น ระบบ AI ที่จะช่วยจัดอันดับการค้นหา โดยนำข้อมูลมาจากประสบการณ์ผู้ใช้งาน ว่าผู้ใช้งานค้นหาและเจอผลลัพธ์แล้ว พอใจในผลลัพธ์หรือไม่  เช่น คลิกผลการค้นหา เข้าไปที่เว็บไซต์แล้วอยู่นาน ไม่กลับออกมาค้นหาใหม่ รวมถึงการ Engagement คือ มีการแชร์ Content บน Social ต่างๆ

ปัจจุบัน RankBrain เป็นปัจจัยในการจัดอันดับ อยู่ที่ 3 รองจาก เนื้อหา และ BackLink แต่ล่าสุด Google มีการประกาศออกมาว่า จะเพิ่มความสำคัญ ของ RankBrain ในปี 2018 อาจจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 หรือ 2 แทนที่ BackLink ได้  แน่นอนว่า ถ้าไม่เตรียมรับมือ อันดับ SEOคุณอาจจะร่วงแบบกู่ไม่กลับก็ได้

แล้วเราจะรับมือจัดการมันได้อย่างไร

ให้เรากลับมาที่พื้นฐาน คือการทำเนื้อหาให้ดี มีคุณภาพ ให้คุณค่ากับคนอ่าน ง่ายๆ ดังนี้

  1. การทำเนื้อหาที่มีคุณค่า เป็นประโยชน์ต่อคนอ่าน พยายามเขียนโดยแทรกมุมมองความคิดเห็นของตัวเองลงไป เพื่อให้เนื้อหาแตกต่างจากที่อื่น
  2. รูปประกอบดีช่วยได้  การมีรูปภาพประกอบนอกเหนือจากทำให้เนื้อหาน่าอ่านแล้ว ยังจะช่วยอธิบายเนื้อหาให้คนอ่านเข้าใจมากขึ้นด้วย
  3. การทำวีดีโอที่น่าสนใจ จะช่วยดึงให้ผู้ใช้งานอยู่ในเว็บไซต์เราให้นานขึ้น ขั้นตอนง่ายๆ คือ สร้าง Youtube Channel แล้ว Upload Video ขึ้นบน Youtube Channel แล้วก็เขียน Tilte ให้สอดคล้องกับ Keyword นำ Youtube embeded code มาติดในเว็บไซต์
  4. สร้าง Engagement บน Social เมื่อเราทำเนื้อหาดีๆแล้ว ต้องสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน ให้มีการแชร์ คอมเม้นท์ บน Social ด้วย

สรุปคือ เทรนด์ SEO ปี 2018 ก็ยังคงเน้น การทำเนื้อหาให้ดีมีคุณภาพ

 

ทีมงาน ClickNext

GOOGLE ส่ง CUSTOMER MATCH โฆษณารูปแบบใหม่ เจาะกลุ่มเป้าหมายได้ลึกกว่าที่เคย
February 28, 2018

เริ่มต้นปีมาได้สักพักแล้วนะครับ วันนี้ผมขอนำข้อมูลที่เป็นเครื่องมือของ Google ที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับนักการตลาดออนไลน์ มาบอกต่อกัน เพื่อให้ทุกท่านนำไปปรับใช้กันนะครับ เครื่องมือตัวนี้ คือ Customer Match ซึ่ง หลังจาก Google ปล่อยเครื่องมือการทำโฆษณาออนไลน์ตัวใหม่ที่ชื่อว่า Customer Match ให้ลองใช้งานกันไปได้สักพัก หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า Customer Match สามารถช่วยให้นักการตลาดออนไลน์อย่างเราทำการตลาด ได้ดีและแม่นยำมากขึ้น รวมทั้งยังเป็นการทำการตลาดแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่งเลยทีเดียว

โดยทั่วไปแล้วการทำการตลาดออนไลน์ผ่านเครื่องมืออย่าง Google AdWords นั้น ปกติจะสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการแบบเจาะจงผ่านเครื่องมือต่างๆ ที่ทางกูเกิ้ลมีให้อยู่แล้ว แต่เจ้า Customer Match จะพิเศษยิ่งกว่า เพราะสามารถเลือกส่งโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย ได้เจาะจงมากยิ่งขึ้นจากข้อมูลรายชื่ออีเมล์ของลูกค้า ที่เรามีอยู่ในมือ เหมือนเป็นการจับคู่โฆษณากับลูกค้าเลยก็ว่าได้

สำหรับวิธีการใช้งานของ Customer Match จะคล้ายๆ กับ Custom Audience บน Facebook เพียงแต่หลักการของ Customer Match จะระบุกลุ่มเป้าหมายในการนำเสนอโฆษณา ตาม List รายชื่ออีเมล์ที่เรามีอยู่ ดังนั้นการทำโฆษณาแบบ Customer Match จึงเป็นอีกวิธีที่สามารถทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก เพราะเพียงแค่อัพโหลดฐานข้อมูล (Email ของลูกค้า) เข้าสู่ระบบ Google AdWords ตัวระบบก็จะจัดการนำเสนอโฆษณาสู่มือลูกค้าของเราได้ทันที นอกจากนี้โฆษณาที่เราต้องการจะนำเสนอ ยังสามารถไปแสดงผลที่ Search ads, YouTube ads และ Gmail ads ได้ด้วย

การใช้งาน Customer Match นอกจากมีความน่าสนใจตามที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังมีข้อควรระวังด้วยเช่นกันคือ เรื่องของความปลอดภัยต่อข้อมูลอีเมล์ของลูกค้าที่เรานำมาใช้  เนื่องจากเป็นการส่งต่อโดยตรงจึงทำให้เสี่ยงต่อการปลอมแปลงหรือการส่งไวรัสได้ ดังนั้นกระบวนการ Hashing จึงถูกนำมาใช้ป้องกันปัญหานี้ เพราะสามารถแปลงข้อมูลอีเมล์ให้อยู่ในรูปของรหัสที่ Google เข้าใจได้คนเดียวเท่านั้น

โดยสรุปแล้ว นับเป็นเรื่องดีทีเดียวสำหรับการปล่อย Customer Match เครื่องมือการทำการตลาดออนไลน์ตัวใหม่จาก Google ออกมา ทำให้นักการตลาดออนไลน์ที่ทำโฆษณาผ่าน Google AdWords สามารถปล่อยปล่อยโฆษณาได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และลูกค้าที่ได้เห็นโฆษณา ก็จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการหรือมีความสนใจในสินค้าและบริการนั้นๆ มากที่สุด ดังนั้น Customer Match จึงเป็นเครื่องมือสำหรับการโฆษณาอีกทางเลือกหนึ่ง ที่น่าสนใจไม่น้อยอยู่เหมือนกัน

 

ทีมงาน ClickNext

Technologies

บทความเทคโนโลยี
ฤา Software กำลังจะครองโลก? ส่องการเปลี่ยนแปลงสำคัญของซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนโลก และธุรกิจ พร้อมความน่าจะเป็นในอนาคต!
September 13, 2018

หากย้อนเวลากลับไปสัก 10-15 ปีก่อนหน้านี้ คำว่า Software คงไม่เป็นที่คุ้นหูของผู้คนส่วนใหญ่เท่าไหร่นัก เพราะคำว่าซอฟต์แวร์จะสื่อถึงภาพของโปรแกรมที่รันอยู่บนอุปกรณ์ หรือฮาร์ดแวร์ต่างๆ อีกต่อหนึ่ง แต่หลังจากช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาจนถึง ณ ตอนนี้ ซอฟต์แวร์พัฒนาไปมากกว่านั้นเยอะ และกำลังกลืนกินพวกฮาร์ดแวร์ต่างๆ ไปทีละน้อยด้วย

การเปลี่ยนแปลงทางด้านซอฟต์แวร์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเข้ามาของ “เทคโนโลยีเสมือนจริง” หรือ Virtualization ที่ค่อยๆ เข้ามาแทนที่การทำงานของ Hardware ทีละเล็กละน้อย โดยบริษัทจำนวนไม่น้อยที่ทำการควบรวมเซิร์ฟเวอร์หลายๆ แห่งเข้าด้วยกัน แล้วใช้งานบน Virtual Server แทน เพื่อลดการใช้ฮาร์ดแวร์ลง และเป็นการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มกำไรให้สูงขึ้นด้วย ซึ่งการทำเช่นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายต่างๆ ที่จะมีลูกค้าสั่งผลิต หรือความต้องการซื้อลดลง แต่จะส่งผลดีต่อผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีผู้ใช้บริการมากขึ้น และคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้ซื้อนั่นเอง

การใช้งาน Software แทนที่ Hardware ไม่เพียงแต่ประหยัดต้นทุนได้อย่างเดียว แต่ว่า Software ยังทลายข้อจำกัดด้านการทำงานบางอย่างที่เป็นปัญหาบน Hardware โดยตรงด้วย อย่างเช่นปัญหาด้านเวลาในการทำงาน หรือการประมวลผล เพราะ Software ที่ถูกสร้างให้เป็น Virtual Hardware จะทำงานผ่านทาง APIs ซึ่งมีความรวดเร็วในการประมวลผลที่มากกว่า ส่งผลให้สิ่งที่เคยใช้เวลาประมวลผลบน Hardware เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน อาจทำเสร็จได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่นาที หรือไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นบน Virtual Server หรือ Virtual Network

นอกจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบซอฟต์แวร์ที่พัฒนาไปถึงขั้นประมวลผลภายในตัวเองได้แล้ว อีกไม่นานซอฟต์แวร์ที่ถูกสร้างให้เป็น Virtual Infrastructure จะขยับเข้าไปถึงการ set up ให้ใช้งานเป็น Storage หรือระบบ Network ได้เลยทีเดียว ซึ่งในจุดนี้เจ้าของธุรกิจเองก็ควรจะต้องศึกษา และพร้อมปรับตัวให้ก้าวนำหน้าคู่แข่ง ก่อนที่คู่แข่งจะแซงเราไปก่อนด้วย

 

DevOps และ Software-Defined Infrastructure

ก่อนหน้านี้ เหล่า Dev และเจ้าหน้าที่ IT มักทำงานร่วมกันค่อนข้างลำบาก ด้วยภาระหน้าที่ที่เหมือนมาจับผิดกันและกัน โดยเจ้าหน้าที่ดูแลระบบ (Systems Administrators) จะมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของระบบให้ทำงานอย่างเสถียร, ลื่นไหล และต่อเนื่องราบรื่นมากที่สุด ขณะที่ฝั่ง Dev จะมีหน้าที่เขียนโค้ดสร้างฟังก์ชันการทำงานใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งถ้าหากฝั่ง Admin เจอข้อผิดพลาดของระบบ ก็มักจะโยนไปทางฝั่ง Dev ว่า เขียนโค้ดมาก็มีบั๊กให้เราต้องมาตามแก้ ทำให้เราทำงานยุ่งยาก ส่วนฝั่ง Dev ก็มองว่า พวก Admin ที่มาจับผิดบั๊กจับผิดข้อผิดพลาดต่างๆ นานา โดยที่ไม่เข้าใจขั้นตอนการทดสอบระบบ ก็ทำให้ Dev ทำงานยากเช่นกัน

แต่ลองจินตนาการภาพว่า โครงสร้างพื้นฐานด้าน IT เหล่านั้นถูกออกแบบมาให้อยู่ในรูปแบบของ Software ทั้งระบบ การดูแลรักษาจะง่ายขึ้นมาก ให้ลองมองว่า Software ที่รันอยู่นั้นเป็นแอปพลิเคชันตัวหนึ่ง ถ้าหากมีปัญหา หรือมีข้อผิดพลาดก็ออกอัปเดตแก้ไข หรือออก Security Patch มาแก้ไขก็ได้ ซึ่งจะลดขั้นตอนการทำงาน และการดูแลลงไปได้ค่อนข้างมาก เพราะถ้าหากสมมติ สิ่งที่เสียหายเป็น Hardware ก็อาจจะต้องหยุดการทำงานของอุปกรณ์นั้นๆ เพื่อเปลี่ยน Hardware ตัวใหม่ หรือต้องแกะ ต้องถอดออกมาเปลี่ยนกันใหม่อีก ซึ่งน่าจะกินเวลามากกว่าเยอะทีเดียว

 

Software-Defined Infrastructure จะเป็นตัวแปรสำคัญของการทำธุรกิจในอนาคต!

จากที่กล่าวในหัวข้อก่อนหน้านี้ไปว่า บริษัทที่ใช้ Software-Defined Infrastructure จะส่งผลให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างลื่นไหล เพราะมุมมองที่ต่อปัจจัยพื้นฐานด้าน IT ทั้งหมด มันไม่ถูกจำกัดว่าเป็นแค่อุปกรณ์ Hardware ที่เกี่ยวเนื่องกับ Storage หรือ Network อะไรเยอะแยะมากมาย แต่มันถูกนิยามใหม่ให้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่อยู่ในรูปแบบของ Software หรือมองง่ายๆ ก็เป็นเพียงแอปพลิเคชันตัวหนึ่งเท่านั้น หากมีปัญหาก็ออก Patch หรือตัวอัปเดตมาแก้ไขเท่านั้น ไม่ได้ต้องเปลี่ยนอะไรวุ่นวายเหมือนอย่าง Hardware ซึ่งการใช้ Software-Defined Infrastructure ในธุรกิจ ณ ปัจจุบันนี้ นับว่ามีส่วนช่วยให้ธุรกิจขยับไปได้ไกลขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม การจะสร้าง Software กลางเพื่อมาดำเนินธุรกิจให้ได้อย่างครบถ้วนจะต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก และใช้งบประมาณสูง แต่ถ้าหากธุรกิจไหนเริ่มปรับเปลี่ยนมาใช้โครงสร้างปัจจัยพื้นฐานเช่นนี้ ก็จะสามารถลดต้นทุนค่าอุปกรณ์ไปได้หลายอย่าง และจะทำให้ได้ประโยชน์มากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีกลุ่มธุรกิจหลายรายทยอยปรับมาใช้งาน Software-Defined Infrastructure กันมากขึ้นแล้ว และไม่แน่ว่าในอนาคต Software อาจจะเข้ามาเป็นระบบการทำงานพื้นฐานกับทุกๆ บริษัท และเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีก็เป็นได้

 

ที่มา : infoq

PAYMENT GATEWAY สั่งซื้อสินค้าออนไลน์อย่างมั่นใจ ด้วยระบบชำระเงินอัจฉริยะ
February 22, 2018

Payment Gateway คือรูปแบบการชำระเงินบนโลกออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวก และความปลอดภัยให้กับนักช็อปออนไลน์ทุกคน โดย Payment Gateway ที่นิยมใช้กันได้แก่ Paypal, Omise, Pay Solutions และ 2c2p เรามาดูกันว่าแต่ละแบบ มีจุดเด่นอะไรที่แตกต่างกันบ้าง

1. Paypal

บริการชำระเงินออนไลน์ยอดนิยมที่คนทั่วโลกชอบใช้ เพราะสามารถชำระเงินได้รวดเร็วทันใจ ชำระค่าสินค้าหรือบริการได้ง่ายและปลอดภัย โดยใช้แค่ที่อยู่อีเมล ไม่ว่าผู้รับจะอยู่ที่ไหนก็สามารถรับเงินจากคุณได้อย่างสะดวกสบาย ดังนี้

1. ค่าธรรมเนียมในการขายจะอยู่ที่ 4.4% หรือต่ำกว่านั้นหากขายได้มาก

2. ชำระเงินได้สะดวกทั้ง Visa, Mastercard ผ่าน Internet Banking

สมัครใช้บริการได้ที่ www.paypal.com

2. Omise

น้องใหม่ไฟแรงที่เพิ่งเปิดตัวในประเทศไทยได้ไม่นาน เป็นระบบชำระเงินออนไลน์ที่หลายธุรกิจเล็กใหญ่ไว้วางใจ ทั้งในเรื่องของความปลอดภัย ใช้งานง่าย มีฟังก์ชันตกแต่งหน้าจ่ายเงินได้เอง และที่สำคัญ ยังโอนเงินได้หลายบัญชี โดยสามารถโอนเงินให้กับร้านค้าย่อย ตัวแทนจำหน่าย หรือผู้ผลิต ได้อัตโนมัติ ทำให้เรื่องยุ่งยากกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับการทำธุรกิจไปเลย และยังสามารถสมัครพร้อมเซ็นเอกสารผ่านออนไลน์ได้เลยค่ะ

1. ค่าธรรมเนียมสำหรับธุรกิจ SME เพียง 3.65% โดยไม่มีค่าติดตั้ง ไม่มีค่าบริการรายเดือน และไม่มียอดการใช้งานขั้นต่ำ

2. ชำระเงินได้สะดวกทั้ง Visa, Mastercard ผ่าน Internet Banking

สมัครใช้บริการได้ที่ www.omise.co/th

3. Pay Solutions

ระบบชำระเงินออนไลน์เจ้าแรกในประเทศไทย ที่หลายธุรกิจไว้วางใจเนื่องจากมีระบบชำระเงินที่ค่อยข้างเสถียร ไม่ค่อยมีปัญหา รวมทั้งระบบความปลอดภัย SSL (Secure Sockets Layer) ที่เป็นมาตรฐานสากล ทำให้ร้านค้าออนไลน์มั่นใจในการใช้บริการ โดยมีข้อดีคือ

1. ค่าธรรมเนียมถูกที่สุดเพียง 3.60% สำหรับบัตรเครดิต

2. ชำระเงินได้สะดวกทั้ง Visa, Mastercard ผ่าน Internet Banking และมี Counter Service ให้บริการ

สมัครใช้บริการได้ที่ www.paysolutions.asia

4. 2c2p

เป็นระบบชำระเงินที่รองรับสำหรับธุรกิจ E-Commerce และ M-Commerce โดยเฉพาะ ทำให้พ่อค้า แม่ค้าออนไลน์สามารถจัดการเรื่องเงินได้ง่ายขึ้น ทั้งในเรื่องความปลอดภัย และสามารถดูการชำระเงินได้แบบ Real Time ด้วยขั้นตอนการชำระเงินที่เป็นอัตโนมัติ ซึ่งช่วยขจัดความยุ่งยากในการจองและชำระเงินด้วยตนเอง ดังนี้

1. ค่าธรรมเนียม 3.65%

2. ชำระเงินได้สะดวกทั้ง Visa, Mastercard ผ่าน Internet Banking และมี Counter Service ให้บริการ

สมัครใช้บริการได้ที่ www.2c2p.com

 

ทีมงาน ClickNext

GOOGLE เพิ่ม MOBILE-FRIENDLY ALGORITHM มาช่วยจัดอันดับ SEARCH ในมือถือ
February 22, 2018

พอดี MakeWebEasy ได้เห็นว่ามีการแจ้งข่าวสาร (จาก Seach Engine Land และ Official Google Webmaster Blog) เรื่องปรับ Algorithm ของ Google โดยจะนำ Mobile-Friendly Factor เข้ามาเป็นตัวจัดอันดับ Ranking ของ Mobile Search จึงอยากนำมาอธืบายให้เข้าใจกัน เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เเละควรรู้เป็นอย่างยิ่ง

ก่อนจะเข้าเรื่องกัน หลายต่อหลายคนเมื่อพูดถึง “Seach Mobile นะหรอ ? ไม่สนใจหลอก เเค่ขอ Search บน Desktop ได้ก็พอ” ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดมากๆๆ เพราะถ้าคุณกำลังมองข้าม Mobile Search อยู่ละก็ คุณจะเสียผลประโยชน์ไปอย่างมากเลย

เหตุผลที่ทาง MakeWebEasy อยากจะเเนะนำเพื่อจะทำให้คุณไม่ต้องมองข้ามกับเจ้า Mobile Search ยกตัวอย่างได้ดังนี้

  • ปัจจุบันคนใช้ Mobile ในการเข้าถึงข้อมูลเยอะมาก (มีหลาย ๆ เว็บ คนเข้าผ่าน Mobile มากกว่าเข้าผ่าน Desktop ด้วยซ้ำ) คุณลองใช้โปรแกรมเก็บสถิติ ตรวจเช็คดูก็ได้ โดยเฉพาะ Google Analytic ซึ่งมันจะทำให้คุณรู้ว่า Traffic ที่เข้ามาในเว็บคุณด้วย Mobile Search มันมีไม่น้อยเลยใช่มั้ย
  • ถ้า Mobile-Friendly Algorithm ที่อัพเดท มีผลกระทบต่อ Ranking ในมือถือมาก มันจะทำให้ Traffic ส่วนนึง หายไปเข้าเว็บอื่นที่ Ranking ดีกว่า (ทั้งๆ ที่ Content ของคุณดีกว่า และ ทั้งๆ ที่ใน Desktop คุณทำอันดับได้ดีกว่าเว็บดังกล่าวเสมอ)
  • แม้ว่าในปัจจุบันจะเริ่มมีการตื่นตัวเรื่อง Responsive ขึ้นมาพอสมควร แต่ก็มีเว็บอีกจำนวนมากที่ยังมองข้ามส่วนนี้อยู่ เพราะฉะนั้นมันเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะคว้าโอกาสให้ Traffic เข้าเว็บเราจาก Mobile Search ได้มากขึ้น หากเราไม่ละเลย Responsive

ว่าแล้วก็มาดูเนื้อหากันดีกว่า Google บอกอะไรในข่าวนี้บ้าง (เนื้อหาจาก Official Google Webmaster Blog) แต่แปลคร่าว ๆ นะคะ

When it comes to search on mobile devices, users should get the most relevant and timely results, no matter if the information lives on mobile-friendly web pages or apps. As more people use mobile devices to access the internet, our algorithms have to adapt to these usage patterns. In the past, we’ve made updates to ensure a site is configured properly and viewable on modern devices. We’ve made it easier for users to find mobile-friendly web pages and we’ve introduced App Indexing to surface useful content from apps. Today, we’re announcing two important changes to help users discover more mobile-friendly content:

ปัจจุบันมีคนใช้มือถือ ในการเข้าถึง Internet มากขึ้น ทำให้ Google ต้องปรับ Algorithm ให้เข้ากับอุปกรณ์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ง่ายกับทั้งคนใช้งานเว็บเพจและ App ในมือถือ โดยที่ Google ต้องการที่จะประกาศ การปรับเปลี่ยน Algorithm ที่สำคัญ 2 อย่าง เพื่อให้ user ค้นพบเนื้อหาที่เหมาะกับมือถือ

1. More mobile-friendly websites in search results

Starting April 21, we will be expanding our use of mobile-friendliness as a ranking signal. This change will affect mobile searches in all languages worldwide and will have a significant impact in our search results. Consequently, users will find it easier to get relevant, high quality search results that are optimized for their devices.

To get help with making a mobile-friendly site, check out our guide to mobile-friendly sites. If you’re a webmaster, you can get ready for this change by using the following tools to see how Googlebot views your pages:

  • If you want to test a few pages, you can use the Mobile-Friendly Test.
  • If you have a site, you can use your Webmaster Tools account to get a full list of mobile usability issues across your site using the Mobile Usability Report.

1. เว็บที่เหมาะกับมือถือ จำนวนมากขึ้น ในผลการค้นหา

โดย Algorithm จะเริ่มปรับในวันที่ 21 เมษายน 2558 ซึ่งการปรับจะส่งผลกระทบกับ Mobile Search ทุกภาษาทั่วโลก และยังส่งผลกระทบที่ชัดเจนในผลการค้นหาด้วย ดังนั้น User จะค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และมีคุณภาพได้ง่ายขึ้น

สำหรับความช่วยเหลือในการสร้าง mobile friendly เว็บไซต์ ให้ลองเข้าไปดูที่ guide to mobile-friendly sites และถ้าคุณเป็น Webmaster คุณสามารถเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง (Algorithm) คราวนี้ โดยการใช้เครื่องมือดังต่อไปนี้ เพื่อดูว่า Googlebot มองเว็บคุณยังไง

  • ถ้าคุณต้องการทดสอบ 2-3 เพจ คุณสามารถใช้ Mobile-Friendly Test ได้ (จะให้กรอก URL ที่ต้องการทดสอบ)
  • ถ้าคุณมีเว็บไซต์ คุณสามารถใช้ Webmaster Tools ในการตรวจสอบว่าเว็บของคุณมีปัญหาอะไร ในการใช้งานผ่านมือถือบ้าง โดยให้เข้าไปตรวจเช็คที่ Mobile Usability Report

ในส่วนนี้เราจะเห็นว่า Google จะเริ่มใช้งาน Algorithm ตัวนี้วันที่ 21 เมษายน ดังนั้นเราจึงยังพอมีเวลาที่จะเตรียมตัวในการรับมือกับการปรับเปลี่ยนคราวนี้อยู่บ้าง

2. More relevant app content in search results

Starting today, we will begin to use information from indexed apps as a factor in ranking for signed-in users who have the app installed. As a result, we may now surface content from indexed apps more prominently in search. To find out how to implement App Indexing, which allows us to surface this information in search results, have a look at our step-by-step guide on the developer site.

2. App content ที่มีความเกี่ยวข้องมากขึ้นในผลการค้นหา

เริ่มแล้ววันนี้ Google จะเริ่มใช้ข้อมูลจาก App ที่ได้รับการ Index (ผ่าน App Indexing) มาเป็น Factor ในการจัดอันดับ (แต่สำหรับ Signed-in User ที่ได้ทำการติดตั้ง App ลงในมือถือของเค้าเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายถึง Android App เท่านั้นนั่นเอง) หากอยากรู้ว่าจะ implement App Indexing ได้ยังไงนั้น สามารถดูได้ที่ step-by-step guide

ข้อมูลที่ Google ได้แจ้งไว้ก็มีเพียงเท่านี้ หากใครคิดว่าพอปรับเปลี่ยน หรือ รับมือได้ก็ รีบ ๆ ทำนะคะ ส่วนใครที่ทำเว็บเป็น Responsive อยู่แล้ว ก็ขอดีใจด้วยคะ ข่าวนี้น่าจะเป็นข่าวดีของคุณเป็นแน่แท้

 

ทีมงาน ClickNext

MAKEWEBEASY ระบบเว็บไซต์ไทย ที่มีฟังก์ชันเทียบชั้นระดับโลก
January 4, 2018

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจและเคยทำเว็บไซต์มาก่อน อาจจะรู้จักกับระบบสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวเอง เช่น wix.com และshopify.com ที่ให้คนทั่วโลกได้มีเว็บไซต์ธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งวันนี้ระบบเว็บไซต์ที่เข้าใจคนไทยอย่าง MakeWebEasy ได้ทำระบบขึ้นมาใหม่เพื่อให้คนไทยที่ทำธุรกิจ ได้มีเว็บไซต์ที่สวยงาม ใช้งานง่าย และที่สำคัญสามารถทดลองใช้งานได้ “ฟรี” ลองไปดูกันว่าระบบเว็บไซต์ของ MakeWebEasy จะมีอะไรเจ๋งๆบ้าง

1. สร้างเว็บง่าย สวยงามอย่างมืออาชีพ

ด้วยระบบสร้างเว็บไซต์ที่ง่ายของ MakeWebEasy ที่คำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก ทำให้คุณสามารถปรับแต่งเว็บไซต์ในทุกๆส่วนได้ตามต้องการอย่างอิสระ และยังมี Template ให้เลือกมากมาย ครบทุกประเภทธุรกิจ ครบทุกความต้องของคุณอย่างแน่นอน

ไม่จำเป็นต้องดีไซน์เก่ง ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมได้ คุณก็สามารถสร้างเว็บไซต์ที่ดี สวยงามอย่างมืออาชีพ พร้อมเป็นตัวช่วยในการทำธุรกิจของคุณได้อย่างง่ายดาย

2. ระบบ E-Commerce เต็มรูปแบบ

MakeWebEasy มีระบบจัดการที่ทำให้การทำธุรกิจออนไลน์จบในที่เดียว หรือที่เรียกว่า E-Commerce ดังนี้
1. ระบบ Order สินค้า ช่วยให้การจัดการออเดอร์ การสั่งซื้อที่มีเข้ามาต่อวัน ถูกจัดการได้ง่าย
2. ระบบ Search ที่ช่วยให้ลูกค้าค้นหาสินค้าได้สะดวก
3. ระบบ Payment ให้ลูกค้าชำระเงินได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล

นอกจากนี้ยังมี Report ที่สามารถดูรายการสั่งซื้อสินค้าทั้งหมดได้อย่างสะดวกรวดเร็วอีกด้วย

3. Mobile Friendly รองรับขนาดหน้าจอทุกอุปกรณ์

ในปัจจุบันการแสดงผลบนทุกหน้าจอเป็นสิ่งสำคัญมากที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องคำนึงถึง เพื่อให้ User ได้รับประสบการณ์ที่ดีในการเข้ามาชมเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งระบบสร้างเว็บไซต์ของ MakeWebEasy เป็นระบบที่รองรับหน้าจอทุกอุปกรณ์อยู่แล้วเช่นเดียวกับ wix.com และ shopify.com โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องไปหาวิธีปรับแต่งอะไรเลย

4. SEO ทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Google ได้ง่าย

มีระบบตั้งค่า Keywords ในการตั้งชื่อ Title, Description, Product และ Content บนหน้าเว็บไซต์ได้ทุกหน้า ทำให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถปรับเปลี่ยน Keywords บนเว็บไซต์ได้อย่างสะดวก ในแต่ละเพจ ซึ่งเพิ่มความสามารถให้เว็บไซต์ติดอันดับ Google ได้ง่ายขึ้น

5. Local Service ติดต่อเจ้าหน้าที่ได้สะดวก

สิ่งสำคัญอีกอย่างเลยคือ Local Service ที่คุณสามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน ที่เว็บไซต์หรือระบบมีปัญหา พร้อมมีบริการให้คำปรึกษา และคอร์สอบรมในการสร้างเว็บไซต์ด้วยตัวคุณเอง

ดังนั้นการเลือกทำเว็บไซต์สักที่ ก็ควรต้องคำนึงถึงการบริการที่สะดวก รวดเร็วเป็นหลักด้วยนะคะ

เพิ่มคนเข้าเว็บไซต์ของคุณ ด้วยการปักหมุดใน GOOGLE MAPS
January 4, 2018

คุณเคยเจอปัญหาแบบนี้ไหม จะหาร้านอาหารสักที่หนึ่ง ในสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคย แล้วไม่รู้ด้วยว่า จะไปร้านอาหารที่ไหนดี? แล้วร้านที่เราไปนั้นดีจริงไหม? วิธีการขั้นพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่ทำ คือ หยิบมือถือ ขึ้นมาแล้วเสริชหาใน Google ใช่ไหมล่ะ?(เหมือนที่คนชอบพูดบ่อยๆ คิดอะไรไม่ออกถามพี่ Google ซะ) โดยผมลองหาร้านอาหารในระแวก”พญาไท” ดูบ้าง เราก็พิมพ์คำว่า “ร้านอาหาร พญาไท” ลงไป

%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-search

หน้าจอของร้านที่ได้ทำการปักหมุดบน Google Map

ลองมองมุมกลับดูบ้างสิ!

งั้นเรามาลองมองกันในมุมของผู้ประกอบการหรือเจ้าของร้านค้ากันดูบ้างนะคะถ้ามีคนเสิร์ชหาร้านค้าหรือธุรกิจของเรา แล้วเกิดไม่มี ชื่อร้านหรือธุรกิจของเราแสดงบน Google Mapละก็

ถือว่าคุณพลาดโอกาสในการเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ๆ เข้ามายังร้านค้าของคุณเป็นอย่างมาก! ที่สำคัญการที่ร้านของเราขึ้นไปบน Google Map นั่นเท่ากับว่า โอกาสที่คนจะค้นหาเราเจอนั้น ง่ายขึ้นเป็นอย่างมากกกกกก

ถ้างั้นเราต้องทำอย่างไรล่ะ ชื่อของธุรกิจเราจึงจะขึ้นไปปักหมุด อยู่ใน Google Map ได้

วิธีการนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่เราทำ Google My Business เท่านั้น ซึ่งขอบอกเลยว่าทำง่ายมากๆ ขอเพียงแค่เรามีหน้าร้านของเราก็ทำได้แล้ว งั้นเราไปดูวิธีทำกันเลยดีกว่า

ขั้นตอนการทำ Google My Business

1.เราจำเป็นต้องมี Gmail ก่อน หากใครยังไม่มีสามารถสมัครได้ที่ http://www.gmail.com/

 

2.หลังจากที่เราทำการสมัคร Gmail เสร็จแล้ว ให้เข้าไปที่หน้าเว็บ https://www.google.co.th/business/ และคลิ้กที่คำว่า ”เริ่มเลย” ตรงมุมขวาบน

1

3.ทำการกรอกชื่อธุรกิจ ที่อยู่ และหมวดหมู่ของธุรกิจ ของคุณ

2

4.หลังจากที่เราทำการพิมพ์ข้อมูลและที่อยู่ของร้านเราแล้ว หากระบบไม่เจอที่อยู่ของเรา จะขึ้นมาเตือนให้เราเลือกปักหมุดบนแผนที่แทน

location

5.หลังจากที่เรากรอกข้อมูลเสร็จแล้วให้กดปุ่ม”ดำเนินการต่อ”

4

6.หลังจากนั้นทางระบบจะให้เรายืนยันธุรกิจของเราว่ามีอยู่จริงไหม โดยจะส่งรหัสยืนยันมาให้เราผ่านทางไปรษณียบัตร โดยรหัสจะส่งมาภายใน1-2สัปดาห์ เมื่อเราได้รับแล้วควรกรอกภายใน 1 เดือนค่ะ

5

เป็นอันเสร็จขั้นตอนหลักการทำ Google My Business

เพิ่มเติม

เมื่อเรายืนยันรหัสเสร็จแล้ว เราสามารถเข้าหน้า google plus เพื่อแก้ไขข้อมูลของร้านเราได้ดังนี้

Contact info

จะเป็นรายละเอียดการติดต่อทางช่องทางต่างๆของร้านเรา ได้แก่ เบอร์โทร E-mail Chat(Skype) ที่อยู่

contact-info

Story

จะเป็นรายละเอียดที่บ่งบอกถึงร้านของเรา ได้แก่ Tagline และ Introduction

story

Sites

จะเป็นเว็บต่างๆที่เกี่ยวข้องกับร้านของเรา ได้แก่ เว็บไซท์หลัก และ ลิ้งค์เว็บอื่นๆ

sith

ประโยชน์ 5 ข้อที่ได้รับจากGoogle My Business 

1.ทำให้รู้รายละเอียดของร้าน เพิ่มความรวดเร็วให้แก่ลูกค้า

หลายครั้งที่ลูกค้ากำลังรีบหาข้อมูลของร้านนั้นๆ ตอนนั้นอาจกำลังอยู่ในช่วงเย็นแล้วลูกค้าต้องการซื้อสินค้าจากในร้านแบบด่วนๆ ประเด็นคือลูกค้าไม่รู้ว่าร้านมันปิดแล้วหรือยัง? ซึ่งลูกค้าสามารถเช็คเวลาเปิดปิดของร้านเราได้ทันทีผ่าน Google ไม่ต้องเข้าไปหน้าเว็บไซต์ของร้านเราหรือโทรสอบถามร้านให้เสียเวลาแต่อย่างใด

2.ทำให้เดินทางสะดวกมากขึ้น

หลายๆครั้งที่ลูกค้าเราอยากไปในร้านของเรา แต่ประเด็นคือจะขึ้นอะไรไป แล้วเดินทางต่อรถสาธารณะได้หรือไม่ ทาง google จะคำนวณให้ทุกอย่างเบ็ดเสร็จ

3.มีรูปของร้านให้ดูด้วย

เคยไหมหลายๆครั้งที่กำลังจะเดินไปร้านเพื่อซื้อของ เราอาจได้ยินเชื่อเสียงของร้านมานาน แต่ปัญหาคือเราไม่เคยเห็นรูปมาก่อน ถ้าลูกค้าไม่รู้ว่าร้านหน้าตาเป็นยังไง แล้วลูกค้าจะหาร้านเจอไหมซึ่งในจุดนี้ถือว่าทำให้เพิ่มความน่าเชื่อถือในตัวร้านเป็นอย่างยิ่ง

4.รู้ช่วงเวลาคนเข้าร้านเยอะหรือน้อยตอนไหน

อันนี้ถือว่าเป็นจุดที่ช่วยสำหรับลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสบาย ไม่ชอบความแออัด หลายครั้งที่เราไปร้านอาหารตอนที่คนเยอะๆหรือช่วง“Peak Time”ทำให้ต้องรอนาน แถมบางทีอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ง่ายๆระหว่างการบริการ(เนื่องจากต้องบริการหลายๆคนพร้อมๆกัน)

5.มีคะแนนรีวิว

ข้อนี้เรียกได้ว่ากลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปแล้วสำหรับยุคใหม่ เพราะการบอกแบบปากต่อปากถือว่าเป็นจุดที่คนใช้ในการเลือก ดู,ใช้,ซื้อ กับทุกๆอย่างไปเสียแล้ว ข้อนี้เองทำให้เรามั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าร้านนั้นๆจะตอบโจทย์ตามสิ่งที่เราต้องการได้หรือไม่

เป็นไงกันบ้างคะกับ Google My Business ทำไม่ยากเลยใช่ไหมละ จริงๆขั้นตอนทั้งหมดจะมาเสียเวลามากสุดตอนที่เรารอโค้ดยืนยันจากทาง Google นะคะแต่ถ้าเทียบกับผลรับที่ออกมาแล้ว ต้องบอกเลยว่าคุ้มค่าเอามากๆ นอกจากจะทำให้ร้านเราดูน่าเชื่อถือแล้ว ยังทำให้ร้านของเราติดอันดับใน Google ได้ดีขึ้นเป็นอย่างมากอีกด้วย

PR-News

ข่าวประชาสัมพันธ์
ClickNext จัดโครงการ ClickNext Camp พร้อมมอบทุนการศึกษาแก่คณะวิทยาการสารสนเทศ ม.บูรพา
November 16, 2018

คุณศุภยศ ศิริจำรูญวิทย์ กรรมการบริหาร บริษัท คลิกเน็กซ์ จำกัด ได้จัดโครงการ ClickNext Camp ให้นิสิตชั้นปีที่ 3-4 คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้เข้าร่วม เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา

โดยโครงการดังกล่าวเป็นโครงการจัดอบรมให้ความรู้แก่นิสิตคณะวิทยาการสารสนเทศ แบ่งเป็นการจัดอบรมในสายงานต่างๆ อาทิเช่น System Administrator, Programmer, UX/UI Designer และ Business Analyst เป็นต้น ซึ่งการจัดโครงการ ClickNext Camp ขึ้นในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความรู้ที่อยู่นอกเหนือจากภายในห้องเรียน เป็นความรู้ที่อ้างอิงมาจากการทำงานจริง ประสบการณ์จริง และเพื่อเป็นการแนะแนวให้นิสิตได้ค้นหาเป้าหมาย และวางแผนด้านอาชีพการงานของตนเองได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ทางบริษัท คลิกเน็กซ์ จำกัด ยังได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 160,000 บาท ให้กับคณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อนำไปสร้างประโยชน์และพัฒนาศักยภาพของเด็กรุ่นใหม่ให้เติบโตขึ้นมาเป็นประชากรที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต

รวมภาพบรรยากาศงานกีฬาสี ClickNext Sport Day ประจำปี 2018!
October 1, 2018

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา บริษัท คลิกเนกซ์ จำกัด ได้จัดงานกีฬาสี ClickNext Sport Day ประจำปี 2018 โดยคุณศุภยศ ศิริจำรูญวิทย์ กรรมการบริหาร บริษัท คลิกเนกซ์ จำกัด ตั้งจุดประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของทีมงานทุกฝ่าย และสร้างบรรยากาศความเป็นกันเองให้มากขึ้น

กิจกรรมกีฬาสีในครั้งนี้มีพื้นฐานสำคัญคือให้ทุกคนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน มีความสามัคคีในการทำงาน และรู้จักเพื่อนใหม่มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างความผ่อนคลายจากการทำงานไม่ให้เกิดความเคร่งเครียดจนเกินไป ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของ ClickNext ที่ต้องการให้บรรยากาศในการทำงานเป็นไปด้วยความสนุกสนานเป็นกันเอง และทีมงานทุกคนมีความสุขที่สุด เพื่อสรรค์สร้างผลงานที่ดีที่สุดออกมาด้วยกัน

ClickNext รับมอบโล่เชิดชูเกียรติ “สถานประกอบการดีเด่นในการฝึกวิชาชีพ” จากวิทยาอาชีวศึกษาพิษณุโลก
August 10, 2018

ClickNext ผู้นำด้านธุรกิจ IT & Software ได้รับมอบโล่เชิดชูเกียรติ สถานประกอบการดีเด่นในการฝึกวิชาชีพให้นักศึกษา ในโครงการ “เชิดชูเกียรติสถานประกอบการ ครูฝึก และครูนิเทศ” จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก พร้อมรับเกียรติบัตรครูฝึกในสถานประกอบการดีเด่นด้วย

คุณศุภยศ ศิริจำรูญวิทย์ กรรมการบริหาร บริษัท คลิกเนกซ์ จำกัด ได้รับมอบ ได้รับมอบโล่เชิดชูเกียรติสถานประกอบการดีเด่นในการฝึกวิชาชีพให้นักศึกษา และเกียรติบัตรครูฝึกในสถานประกอบการดีเด่น ในโครงการ “เชิดชูเกียรติสถานประกอบการ ครูฝึก และครูนิเทศ” จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก โดยคัดเลือกจากสถานประกอบการที่รับนักเรียน นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมได้เรียนรู้ และปฏิบัติทักษะวิชาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีครูฝึกในสถานประกอบการที่ควบคุมดูแลนักเรียน นักศึกษาด้วยความเอาใจใส่ พร้อมให้คำแนะนำเป็นอย่างดี ซึ่งพิธีการมอบโล่รางวัลดังกล่าว จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก

กรรมการบริหาร ClickNext ร่วมแบ่งปันความรู้ และแนะแนวประสบการณ์การทำงานให้กับนศ.คณะวิทยาการสารสนเทศ ม.บูรพา
August 6, 2018

คุณศุภยศ ศิริจำรูญวิทย์ กรรมการบริหาร บริษัท คลิกเนกซ์ จำกัด ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรในโครงการ “ปฐมนิเทศนิสิตใหม่และพิธีไหว้ครู” เพื่อให้ความรู้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา

สำหรับการเป็นวิทยากรในครั้งนี้ คุณศุภยศต้องการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนการสอนภายในมหาวิทยาลัยในฐานะศิษย์เก่าให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เพื่อให้รู้จักการปรับตัว เรียนรู้ และการทำกิจกรรมภายในรั้วมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ ยังให้คำแนะนำเรื่องการทำงานในสนามจริงหลังจากจบการศึกษามาแล้ว รวมไปถึงสายอาชีพต่างๆ ที่นักศึกษาคณะวิทยาการสารสนเทศสามารถนำความรู้ความสามารถที่ได้ศึกษา และสั่งสมมาตลอดระยะเวลา 4 ปี ไปประกอบอาชีพได้

ทั้งนี้ บริษัท คลิกเนกซ์ จำกัด ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (Memorandum of Understanding : MOU) กับคณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อจุดมุ่งหมายในการพัฒนานักศึกษา และการทำงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ และการปฏิบัติงานด้วย

ClickNext จับมือคณะวิทยาการสารสนเทศ ม.บูรพา ลงนาม MOU แลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อพัฒนาหลักสูตรให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น!
July 23, 2018

คุณศุภยศ ศิริจำรูญวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลิกเน็กซ์ จำกัด และ ผู้ก่อตั้ง MakeWebEasy.com ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (Memorandum of Understanding : MOU) กับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์กฤษณะ ชินสาร คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยบูรพา

วัตถุประสงค์ของการจัดทำ MOU ร่วมกันในครั้งนี้ ทาง บริษัท คลิกเน็กซ์ จำกัด มีความต้องการนำความรู้จากการทำงานในสนามจริง ในส่วนของสายงานด้านซอฟต์แวร์ไปสนับสนุนการเรียนการสอนในหลักสูตรวิทยาการสารสนเทศ เพื่อจุดมุ่งหมายในการพัฒนานักศึกษา และการทำงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ และการปฏิบัติงานระหว่าง บริษัท คลิกเน็กซ์ จำกัด และคณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา